Street Life Photo.(Long Journey!)

February 13, 2007

นี่แหละ Superman ตัวจริง

Filed under: a story — heronop @ 10:49 am

ตอนรับวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง พอดีได้ไปอ่านเรื่องราวของซุปเปอร์ฮีโร่ ในบท Superman ตัวจริงอ่านแล้วน้ำตาซึมครับ นี่คือชีวิตรักนอกบทของ Superman ตัวจริง ที่ยิ่งใหญ่จริงๆครับ

ขอบคุณหนังสือสรรสาระที่นำบทความนี่มาให้ได้อ่านกันครับ อยากให้ลองอ่านดูครับ

——————————————————- 

 48.jpg

ระลึกถึงครอบครัวรีฟ ภาพครอบครัวของเพื่อนสะท้อนถึงความรักอันยิ่งใหญ่

โดย เคน เรแกน และเรียบเรียงโดย อะลานนา แนช

 ——————————————————–

ผมรู้จักคริสโตเฟอร์ รีฟตอนเขากำลังจะกลายเป็นคนที่วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระสุน แข็งแกร่งยิ่งกว่ารถจักร สามารถกระโดดพรวดเดียวขึ้นตึกสูงๆได้ ตอนนั้นปี 2520 เขาอายุ 25 ปีและกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องซูเปอร์แมน บทบาทที่ทำให้เขาเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา ส่วนผมเป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพคนดังสำหรับนิตยสารและภาพนิ่งในภาพยนตร์ ช่วงทำงานกับกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องซูเปอร์แมน ผมรู้สึกชอบชายร่างสูงกำยำผู้นี้ เรานัดกินอาหารด้วยกันค่ำคืนหนึ่งโดยตอนนั้นไม่สะกิดใจเลยว่าเขาจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตผม

ปีถัดมา เมื่อซูเปอร์แมนออกฉาย ผมได้รับมอบหมายให้ถ่ายภาพเขาเพื่อประกอบบทความในนิตยสารเล่มหนึ่ง เราขลุกอยู่ด้วยกันห้าวัน เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารักมาก ไม่ถือตัว และร่าเริง เวลาต่อมา เมื่อเขามาร่วมงานเลี้ยงบาร์บีคิวฉลองวันชาติที่บ้านผม เพื่อนๆต่างไม่เชื่อว่านี่คือคริสโตเฟอร์ รีฟที่แสดงเป็นซูเปอร์แมน

เราสนใจอะไรหลายอย่างคล้ายกัน ทั้งกีฬา วรรณกรรม ภาพยนตร์ ละคร และโทรทัศน์ เขาสนใจในงานของผมเพราะนอกจากถ่ายภาพเกี่ยวกับวงการบันเทิง ผมยังถ่ายภาพสงครามและเหตุการณ์สำคัญระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้เราสองคนสนิทกันคือคริสเชื่อใจผม เขารู้ว่าผมไม่มีวันนำภาพเขาไปตีพิมพ์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

ในปี 2523 ภาพยนตร์ซูเปอร์แมน ภาค 2 ออกฉาย ผมได้ถ่ายภาพคริสสำหรับบทความอีกเรื่อง ตอนนั้น เขากับเก เอ็กซ์ตัน ผู้บริหารบริษัทเดินแบบมีลูกชายคนหนึ่งคือแมตทิว สองปีต่อมา ทั้งคู่มีลูกสาวอีกคนคืออะเล็กซานดรา ผมสนิทกับครอบครัวของคริสและมักไปเที่ยวพักผ่อนด้วยหรือเป็นที่พึ่งทางใจให้กันเสมอ

วอร์เนอร์ บราเทอร์สส่งผมไปแคนาดาเพื่อตามกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องซูเปอร์แมน ภาค 3 ระหว่างสำรวจหามุมถ่ายภาพ ผมมีโอกาสไปแล่นเรือและล่องแก่งกับคริส ผมเกิดความคิดที่จะถ่ายภาพในมุมมองที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ผมถามคริสว่าเขาเคยขึ้นบอลลูนไหม “ผมคิดอยากลองมาตลอด แต่ในสัญญาระบุว่าระหว่างถ่ายทำซูเปอร์แมน เขาห้ามผมขับเครื่องบิน” พูดจบ เขาหยุดนิ่งไปอึดใจและยิ้มอย่างมีเลศนัย “แต่สัญญาไม่ได้เอ่ยอะไรเกี่ยวกับบอลลูนนี่นะ”

วันรุ่งขึ้น นักบินผู้บังคับบอลลูนมารับเราช้ากว่าที่นัดไว้ ตอนบอลลูนลงจอดบนตอไม้กลางทุ่งนั้น รอบตัวเรามืดสนิท ผมกับคริส หล่นออกมานอกตะกร้า ผมลุกขึ้นยืนและตะโกนเสียงลั่นด้วยความตกใจ “คริส” ไม่มีเสียงตอบ ผมใจหายวาบ คิดว่าตัวเองพาซูเปอร์แมนมาตายเสียแล้ว ผมได้ยินเสียงร้องคราง “โอย ผมคิดว่ากระดูกหักทั้งตัว” คริสตอบ เสียงเหมือนอาการไม่ดีเลย ผมวิ่งสุดฝีเท้ารีบเข้าไปดู แสงจันทร์หม่นฉายให้เห็นร่างเขาเหยียดยาวอยู่บนพื้น ผมคุกเข่าเพื่อช่วยพยุง คริสเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วหัวเราะงอหาย ผมอยากจะชกหน้าเขาสักหมัดเพราะเขาปกติดีทุกอย่าง

เป็นเรื่องเศร้าเมื่อคริสและเกเลิกกันในปี 2530 พวกเขาอยู่ด้วยกันราวสิบปี เขาหงุดหงิดและกังวลใจมากเรื่องลูก ทั้งคู่ได้รับสิทธิ์ในการดูแลลูกร่วมกัน ต่อมา ในปีเดียวกันนั้น คริสก็พบกับดานา โมโรซีนี

เธอร้องเพลงในคาบาเรต์ หลังพบกันครั้งแรก คริสบอกผมว่าเธอคือคนที่เขามองหามาตลอดชีวิต เมื่อผมพบเธอในวันรุ่งขึ้น ผมถามคริสว่า “เธอมีน้องสาวไหม” เธอเป็นคนน่ารักและร่าเริง แถมยังเป็นคนที่กอดได้อบอุ่นที่สุด

ทั้งสองแต่งงานกันในปี 2535 หลังวิลล์ ลูกชายเกิด พวกเขาก็ย้ายไปอยู่รัฐนิวยอร์ก ผมแวะไปเยี่ยม ชีวิตพวกเขาดูสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง จากนั้นในเดือนพฤษภาคม 2538 โลกของพวกเขาก็ล้มครืนเมื่อคริสประสบอุบัติเหตุตกม้า ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไป

สองเดือนต่อมาหลังคริสย้ายไปอยู่ศูนย์ฟื้นฟู ดานาโทรศัพท์มาหาผม “คริส อยากให้คุณมาพบ เอากล้องมาด้วยนะ” เธอบอก

 pic45.jpg

ตอนเห็นเพื่อนเป็นอัมพาต ผมพยายามสะกดกลั้นไม่แสดงอารมณ์สะเทือนใจต่อหน้าเขา ตอนนั้น คริสยังพูดไม่ค่อยได้ แต่เขายืนยันชัดเจนจะให้ผมถ่ายภาพสำหรับ หนังสือที่เขาวางแผนจะเขียน ผมต้องไปๆมาๆข้างเตียงเขาอีกหลายเที่ยว

คริสเป็นห่วงว่าสภาพของเขาจะมีผลกระทบต่อดานา เขาบอกเธอว่า “มันไม่ยุติธรรมที่ผมทำให้คุณต้องแบกรับภาระนี้” เธอตอบว่า “คุณให้ความรักกับฉัน ฉันก็มีความรู้สึกเดียวกันนี้ และมีความรักต่อคุณ และคุณก็ยังเป็นคุณ”

ผมคิดว่าเหตุผลเดียวที่คริสไม่ท้อถอยกับชีวิตก็เพราะความรักของดานา รวมทั้งความเชื่อมั่นของเธอว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เมื่อคริสกลับไปอยู่บ้าน ดานาเป็นมากกว่าภรรยา คนรัก และแม่ของลูก เธอเป็น พยาบาล คนขับรถ นักกายภาพบำบัด และทุกสิ่งทุกอย่างของเขา เธอดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง ป้อนข้าวป้อนน้ำ ช่วยเขาสั่งน้ำมูก และทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจไม่รังเกียจ เธอยังช่วยให้เขามีอารมณ์ขัน คืนหนึ่ง ระหว่างกินบาร์บีคิวมื้อค่ำกันที่บ้าน ดานาคว้าข้าวโพดมาฝักหนึ่งและบอกว่า “ดูให้ดีนะ ฉลามจอว์สกำลังจะงาบเหยื่อ” เธอถือฝักข้าวโพดตรงหน้าคริส เขาแทะข้าวโพดตลอดแถวยาวหมดในพริบตา อีกครั้งระหว่างการถ่ายภาพให้นิตยสารผู้หญิง ดานายกเท้าขึ้นพาดคริสและหยอกเล่นว่า “มาเพิ่มความร้อนแรงกันหน่อย”

ผมเป็นลูกโทน พ่อตายตั้งแต่ผมอายุสองขวบ เวลาเห็นคริสและดานาแสดงความรักอันมากมายที่มีต่อวิลล์ ผมอดคิดไม่ได้ว่าอยากมีพ่อแม่แบบนี้บ้าง คริสมักไปดูวิลล์แข่งฮอกกี้ แต่กว่าจะพาสังขารไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาจะต้องพาคริสขึ้นรถตู้ที่ทำขึ้นพิเศษ ส่วนดานาก็ต้องคอยดูแลไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายเขาลดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แต่สำหรับคริสจะลำบากแค่ไหนก็คุ้ม เมื่อวิลล์ทำแต้ม ใบหน้าคริสจะเหมือนเจ้าตัวหน้ายิ้มสีเหลืองขยายสักสิบเท่า

คริสก่อตั้งมูลนิธิคริสโตเฟอร์ รีฟเพื่อหาวิธีรักษาการบาดเจ็บที่กระดูกไขสันหลัง มูลนิธิฯระดมเงินได้กว่า 65 ล้านเหรียญ เขาเริ่มหาเสียงสนับสนุนทางการเมืองเพื่อเร่งงานวิจัยด้านเซลล์ต้นแบบโดยหวังว่าจะช่วยรักษาอาการอัมพาตได้ เขาเดินทางทั่วโลกเพื่อเรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

เขาไม่เคยหมดหวังที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้งแม้จะเผชิญอุปสรรคนานัปการ กลางปี 2547 ที่นิวออร์ลีนส์ ระหว่างกำกับภาพยนตร์โทรทัศน์เกี่ยวกับวัยรุ่นพิการ คริสต้องเข้าโรงพยาบาล แผลกดทับเกิดบวมขึ้นมา และมีแนวโน้มจะอักเสบซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อระบบภูมิคุ้มกันในตัวเขา เมื่อออกจากโรงพยาบาล เขาเชิญผมไปกินมื้อค่ำ “คืนนี้อากาศดี ออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

ดานาพาคริสนั่งรถเข็นไปตามถนน รถราที่วิ่งขวักไขว่ต่างหยุดให้ ผู้คนออกมาจากรถแลัส่งเสียงทักทาย “ยินดีต้อนรับสู่นิวออร์-ลีนส์” คิดไม่ถึงเลยว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะเห็นเขาและดานาด้วยกัน

วันที่ 25 กันยายน 2547 คริสฉลองวันเกิดครบรอบ 52 ปี ถัดมา 15 วัน อาการอักเสบจากแผลกดทับลามไปทั้งตัวและทำให้หัวใจเขาหยุดเต้น ผมสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อพบหน้าดานา เราได้แต่สวมกอดกันอยู่นานและร้องไห้

ดานากลายเป็นประธานมูลนิธิฯและสานต่องานของคริสในการต่อสู้เพื่อผลักดันงานวิจัยด้านเซลล์ต้นแบบ เธอหวนคืนสู่อาชีพการแสดงและร้องเพลงอีกครั้ง

ผมมักแวะไปที่บ้านเธอเพื่อดูว่าเธออยู่สุขสบายดีไหม ในเดือนมิถุนายน 2548 เธอโทรศัพท์มาหาผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และบอกว่าได้รับบทแสดงในคาบาเรต์ที่นครนิวยอร์ก และต้องการภาพถ่ายเพื่อใช้ในโปสเตอร์โฆษณา เธอมาหาผมที่สตูดิโอ เธอดูสวยมาก เราถ่ายรูปกันทั้งวัน เธอกระตือรือร้นจนคนอื่นพลอยคึกคักไปด้วย แม้เธอจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย ไอไม่หยุด แล้วพร่ำบอกว่า “ฉันเป็นหวัดและยังไม่หายเสียที”

สองสัปดาห์ต่อมา เธอยังคงไอไม่หยุด ผมเตือนว่า “ดานา คุณควรจะไปหาหมอนะ” เธอบอกว่านัดหมอแล้ว

เดือนต่อมา เธอบอกผมว่าเป็นมะเร็งปอด ผมพูดไม่ออก เธอกลับบอกว่า “อย่าห่วงไปเลย ฉันไม่เคยสูบบุหรี่แม้แต่มวนเดียว และหมอก็ตรวจพบในระยะเริ่มต้น ฉันจะเข้ารับการรักษา บางทีอีกหกเจ็ดเดือน ฉันอาจปลอดมะเร็งโดยสิ้นเชิง”

ดานาต้องผจญกับความทุกข์โศกมากมาย เหมือนเคราะห์กรรมซ้ำเติม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 หลังสูญเสียคริสไปสี่เดือน แม่เธอก็เสียชีวิตหลังผ่าตัดมะเร็งรังไข่ เดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน ขณะพ่อเธอมาเยี่ยม เขาเกิดอาการลมปัจจุบัน ดูช่างไม่ยุติธรรมเลยที่เรื่องร้ายๆเกิดกับผู้หญิงที่งดงามทั้งกายและใจคนนี้

ดานาโทรศัพท์หาผมในเช้าวันหนึ่งของเดือนมกราคมเพื่อบอกว่าเธอกำลังจะไปร้องเพลงที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ผมดูการถ่ายทอดทางโทรทัศน์และอดคิดไม่ได้ว่าเธอช่างเข้มแข็งเหลือเกิน

สามสัปดาห์ต่อมา อาการเธอกลับทรุดลง แมตทิวลูกชายของคริสโทรฯมาบอกผมว่า “เคน ดานาอยู่โรงพยาบาล ผมไม่คิดว่าเธอจะรอด” สัปดาห์ต่อมา ดานาเสียชีวิตในวันที่ 6 มีนาคม 2549 ด้วยวัย 44

ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนสองคนที่แสนดีแบบนี้ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าบางทีดานาอาจถูกเรียกตัวให้ไปอยู่กับคริสและเธอตอบตกลง ที่งานศพของสามีเธอ ดานาเงยหน้ามองเบื้องบนและพูดว่า “ฉันจะตามไปอยู่กับคุณสักวันค่ะ คริส”

สองสามเดือนก่อนเสียชีวิต ดานาอัดเทปรายการแนะนำสารคดีชื่อ เดอะ นิว เมดิซีน เธอพูดกับผู้ชมว่า “นับแรมปี ฉันกับสามีมีชีวิตอยู่ได้เพียงเพราะความหวัง และความหวังยังทำให้จิตใจของฉันเข้มแข็งที่จะเดินหน้าต่อไป”

ความหวังก็ทำให้ผมเข้มแข็งด้วยเช่นกัน ในฐานะช่างภาพสื่อมวลชน ผมมีชีวิตที่พิเศษสุด เดินทางทั่วโลกและพบปะผู้คนที่เป็นข่าวในยุคสมัยของเรา แต่ประสบการณ์ล้ำเลิศที่สุดในชีวิตของผมคือการได้เป็นเพื่อนสนิทของคริสและรู้สึกเหมือนโชคดีเป็นสองเท่าเมื่อได้รู้จักดานาด้วย

————————–

48-3-1097568615.jpg

Advertisements

1 Comment »

  1. Bad news krub. You’ve gotted a Blog Tag. Please see more detail at my blog.
    Happy Valetine’s Day 🙂

    Comment by alwayslek — February 14, 2007 @ 9:22 am


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: