Street Life Photo.(Long Journey!)

April 27, 2007

คลายร้อน (สภาวะโรคร้อน ตอน2)

Filed under: About me, My Gallery, My Trip — heronop @ 9:49 pm

ต่อจากครั้งที่แล้ว เพราะรูปยังไม่หมด อีกทั้งความร้อนก็ยังไม่จางไปเลยถึงแม้จะย่างเข้าหน้าฝนเร็วๆนี้แล้วก็ตาม

อุณหภูมิ 40องศาก็ยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องทนกันต่อไป และหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคงจะเป็นอย่างนี้กันต่อไปถ้าพวกเราทุกคนยังไม่ช่วยกันแก้ปัญหา และตราบเท่าที่ยังมีกลุ่มคนที่ยังเห็นแก่ตัวอยู่ สงสัยตอนนี้ต้องออกไปปลูกป่าแล้ว ฮิฮิ

รูปวันนี้ที่นำมาลงและเก็บไว้เป็นอดีตก็เป็นรูปจากทริปเดิม เมื่อปีที่แล้วที่ได้ไปคลายร้อน ดำน้ำทะเลที่เกาะเต่า เกาะนางยวน และ เกาะพงัน กับหาดทรายขาว ทะเลใส ปะกาลังสวย ทำให้ รักเมืองไทย เมือนเดิม

รูปจากกล้อง Dove กันน้ำตัวเดิมที่ซื้อกล้องแถมแชมพู แต่ตอนนี้เป็นซากไปแล้วเพราะใช้ทริปเดียวเจ๋ง ฟิลม์ Fuji 400 Location เกาะเต่า เกาะนางยวน และ เกาะพงัน 2007

picture-174.jpg

 

 

 

 

 

picture-212.jpg

picture-213.jpg

picture-240.jpg

picture-241.jpg

picture-242.jpg

picture-243.jpg

April 24, 2007

สภาวะโรคร้อน

Filed under: About me, My Gallery, My Trip — heronop @ 9:01 pm

 ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าโลกตอนนี้นี่ร้อนขึ้นมากๆ อาจไม่ต้องมองไปที่ใหนใกลเพราะที่ใกล้ตัวเราที่เมืองไทยก็ร้อนขึ้นมาก และที่รู้ๆมันร้อนมากๆขึ้นจากแต่ก่อนเยอะเลยทีเดียว อาจจะเยียบ 40องศาเข้าไปแล้วไม่ว่าที่ใหนก็ร้อนเหลือเกิน

และที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็คือมันทำให้เกิดโรคชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1โรค โดยที่ผมแน่ใจว่ามันคงไม่ได้เกิดขึ้นกับผมคนเดียวแน่ๆ แต่หลายๆ คนก็น่าจะเป็นกัน โดยที่อาการก็คือ มันไม่อยากทำอะไรเลย อีกทั้งยังไม่อยากออกไปใหน เพราะอากาศมันร้อนซะเหลือเกิน ซึ่งเป็นผลกระทบเหลือเกินต่อการออกเดินทางไปถ่ายรูปเนี่ย เพราะมันร้อนจนไม่อยากออกนั่นเอง ฮิฮิ

แต่เนื่องจากอากาศร้อนเลยเอารูปมาคลายร้อน ให้ได้ไปแหวกว่ายกลางทะเลซะหน่อย ถึงแม้เมืองไทยจะร้อนแต่ก็มีดีที่มีทะเลสวย หาดทรายขาว สรุป ถึงเมืองไทยจะร้อน แต่ก็รักเมืองไทยครับ

รูปจากกล้อง Dove กันน้ำ Film Fuji 400 Location เกาะเต่า เกาะนางยวน และ เกาะพงัน 2007

copy-of-picture-165.jpg

picture-164.jpg

copy-of-picture-151.jpg

copy-of-picture-147.jpg

copy-of-picture-146.jpg

April 17, 2007

งานแสดงภาพ

Filed under: Day by Day, News letter & Event, a story — heronop @ 10:27 pm

ซักประมาณ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปดูงานแสดงภาพถ่ายของคุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์  ที่Kathmandu Photo Gallery ครับ ที่อยู่ก็ 87 ถนนปั้น ใกล้ๆวัดแขก สีลมเดินหาได้เลยซอยเดียวกัน เป็นแกลอรี่เล็กๆ ดูอบอุ่น โครสนใจลองไปเยี่ยมชมดูครับ More Info 

แต่ที่กลับมาแล้วเอามาเขียนเนี่ย เห็นเหตุการณ์หลังจากที่ได้ดูภาพจากมือถือแฟนผมครับที่เขาถ่ายที่ แกลอรี่มาตอนที่ไปเดินดูด้วยกัน ดูแล้วชอบครับสวยกว่ามุมที่ผมอยากจะถ่ายซะอีก สงสัยต้องกลับไปนั่งเรียนใหม่แล้วมั่งเนี่ย นานแล้วยังถ่ายภาพไม่ได้เรื่องเลยยยยย ขอไปนั่งทำจิตใจให้สงบแล้วเริ่มใหม่ดีกว่าเรา ฮิฮิสงสัยที่ผ่านมาฟุ้งซ่านไป เลยเอามาให้ชมดูกันเล่นๆครับ จะชอบไม่ชอบไม่รู้แต่ผมชอบ และต้องชอบเป็นการส่วนตัวด้วย ฮิฮิ

ทั่งหมดถ่ายจากมือถือ Nokia 7something ครับจำไม่ได้ ถ้าชอบกันเดี๋ยววันหลังขโยมาให้ดูกันอีก

 

456170790_86d197c1a8.jpg

456178868_93479d9619.jpg

456170780_f3402df1b4.jpg

456170784_603aa09974.jpg

456178876_db113b67f7.jpg

April 11, 2007

ทรัพย์สินรอการขาย

Filed under: Day by Day — heronop @ 10:47 pm

รอซะตั้งน้านนานแล้วแล้วนะก็ยังไม่ได้ปล่อยไปใหนสักกะที กับกล้องที่เพื่อนฝากมาให้ขายตัวนี้เนี่ย Contax T2 กล้องดีราคาถูก คุณภาพ Carl Zeiss Sonnar เชียวน่ะเนี่ย นึกในใจอยากเก็บไวเองอีกซักตัวเหมือนกัน ติดที่ว่ามันมีแล้วเนี่ยซิ เลยหักห้ามใจไว้เก็บเงินไว้แฟนกินขนมดีก่า ให้เพื่อนมันได้เงินบ้างฝากขายมานานแล้ว

เลยเอามาถ่ายรูปไว้ลงประกาศขายซ่ะหน่อย คนจะได้เห็นภาพประกอบด้วย อีกทั้งกล้องดิจิตอลก็พึ่งยืมคนอื่นเขาอีกที ก่ะว่าเอามาถ่ายภาพกล้องตัวนี้โดยเฉพาะเลย ถ่ายแล้วดันออกมาสวยดีชอบเลยขอเก็บเป็นที่ระทึก! เฮี้ย! ที่ระลึกซ่ะหน่อย โครแวะมาอ่านสนใจบอกได้น่ะครับผมมมมมมมม!

ทั้งหมดถ่ายจาก Fuji Finepix Z1 ครับ  ไม่มีชุดใฟใดใดแค่เอาหนังสือมารองด้านล่าง กับอีก 1 เล่มก็เอามากางทำเป็นฉากหลังหน่อยเท่านั่นเองครับ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

April 7, 2007

พิมพ์ครั้งที่ 9

Filed under: Book, Day by Day — heronop @ 9:17 pm

เคยเชื่อใหมครับกับคำพูดที่ว่า “เดินทาง ร้อยลี้ ดีกว่าอ่านตำรา หมื่นเล่ม” ผมคิดว่า ผมเชื่อนะ  เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นบ้างแหละ ตั้งแต่ความคิดที่จะเดินทางและทำมันมันก็ใกล้จุดหมายมากขึ้นเยอะแล้ว ผิดกับการนั่งอ่านตำราอย่างเดียวโดยที่ยังไม่ได้คิดจะทำอะโรเลย จริงม่ะ

แต่ที่วันนี้มานั่งพิมพ์อาจตรงกันข้ามสักหน่อยกับที่เกริ่นมา โดยที่บางทีก่อนจะเริ่มทำอะไรก็ลองอ่านตำราบ้างเป็นแนวทางก็ดีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ฮ่าฮ่า พิมพ์มากล่ะ เริ่มเบื่อเข้าเรื่องดีกว่า หลังจากที่ได้ไปงานหนังสือกะเขาเหมือนกันก็ไม่ผิดหวังที่จะต้องได้หนังสือติดไม้ติดมือกลับมาสักหลายเล่มอยู่ และมีเล่มหนึ่งที่ตั้งใจไปซื้อเลยหลังจากที่ผมเคยอ่านเจอที่ให้ซักกะแห่งที่เขาน่ะนำมาว่าเป็นหนังสือดีมากๆเล่มหนึ่งนั้นก็คือเรื่อง “มุซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์” นั้นเอง ได้มาทั้ง ภาค 1 ซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9 แล้ว รวมทั้งภาค 2 เลยด้วย และนี่เป็นหนังสืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้ลองอ่านไปไม่กี่หน้า ก็รู้สึกแล้วว่ามันวางไม่ลงจริงๆ คุ้มเหลือเกินก็การห่างหายจากการใช้เวลาอ่านหนังสือมานาน และนี่คือบทนำที่ทำให้ผมอยากเริ่มหน้าแรกลองทำความรู้จักกับ “มุซาชิ” เหลือเกินครับ

……………….

มูซาชิ” – จอบดาบผู้ชนะปัจเจก
จอมดาบผู้ชนะฝูงชน
และจอมดาบผู้ชนะยุคสมัย

ผมไม่เคยสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่ามิยาโมโต้ มูซาชิ (ค.ศ. 1584-1645) คือจอมดาบอัจฉริยะผู้หนึ่งโดยแท้ ในชีวิตของเขา มูซาชิผ่านการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันกว่า 60 ครั้ง และไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว มิหนำซ้ำ คู่ต่อสู้แต่ละคนของเขาล้วนไม่ใช่ย่อยเลย ไม่ว่าจะพวกสำนักโยชิโอกะ หรือซาซากิ โคยิโร่ บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคู่มือที่ถ้าหากมูซาชิพลาดแต่ก้าวเดียว เขาต่างหากที่จะเป็นฝ่ายตายก่อน เหตูที่มูซาชิสามารถเอาชนะและรอดตายมาได้ คงเป็นเพราะเขามี”ความสามารถรบชนะ”นั่นเอง “ความสามารถที่จะรบชนะ ” นี้แหละคือ บทเรียน ที่มีความหมายที่สุดที่คนรุ่นหลังสามารถจะเรียนรู้มาจากมูซาชิได้ ไม่ว่าคนนั้นต้องการจะ”ชนะ”อะไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ก็คือความสามารถที่จะรบชนะนั้นมได้มาเพราะความโชคช่วยอย่างแน่นอนมูซาชิเป็นบุคคลประเภทที่เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของดวงชะตาหรือโชคชะตา ดังแนวทางชีวิตที่เขาบัญญัติไว้ 19 ประการ ชื่อ “วิถีที่เด็ดเดียวแม้โดดเดี่ยว” ข้อสิบแปดของเขาที่กล่าวไว้ว่า “จงเคารพบูชาพระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธ์ แต่จงอย่าขอร้องอ้อนวอนให้ท่านช่วย! “แม้ใน “คัมภีร์ห้าห่วง” (โกะรินโนะโฉะ) ซึ่งเป็นคัมภีร์ดาบเพียงเล่มเดียวที่มูซาชิเขียนทิ้งไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง ก็ยังเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า…ในวิถีแห่งดาบนนั้น ความบังเอิญไม่เคยดำรงอยู่ สำหรับตัวมูซาชิแล้ว โชคชะตาเป็นสิ่งที่เขาจะต้องแผ้วถางสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น

ยุคสมัยที่มูซาชิมีชีวิตอยู่เป็นยุคสมัยแห่งความไร้ระเบียบที่บ้านเมืองวุ่นว่ายโกลาหลเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนในยุคนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่รอดไปได้ ในท่ามกลางยุค”อภิมหาโกลาหล” อย่างญี่ปุ่นในช่วงนั้น การมีชีวิตรอดเป็นกระบวนการเดียวกับการหล่อหลอมฝึกฝนตนเองให้ฉลาดและเข้มแข็งด้วย

การที่มูซาชิสามารถก้าวไปถึงระดับนั้นได้ แน่นอนว่าเพราะเขามีพรสวรรค์อยู่ในตัว มิใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถเป็นอย่างเขาได้ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่ควรมองข้ามไปก็คือว่า มูซาชิได้ใช้ความมานะพยายามวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่งยวดและอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งในการคิดปรับปรุงและฝึกฝนเพื่อขัดเกลาพรสวรรค์ที่มีอยู่ภายในตัวเขาให้เจิดจ้าขึ้นมาโดยพึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก

ลูกผู้ชายที่ชื่อมิยาโมโต้ มูซาชิในทัศนะของผม คือ บุคคลที่สามารถบ่มเพาะ พัฒนาบุคลิกภาพที่โดดเด่นอันหนึ่งขึ้นมาภายหลัง จากที่ได้ผ่านการขัดเกลาตนเองอย่างถึงที่สุดแล้วนั่นเอง’ เขามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันรับรองบุคคลิกภาพอันนี้ของเขา ซึ่งยังต่อกับ “ลี้คิมฮวง” ของโกวเล้ง ผู้เป็นบุรุษอุดมคติในนิยายกำลังภายในเท่านั้น

มูซาชิเป็นคนที่มีความสามารถหลายด้าน รูปภาพเขาก็วาดได้ งานแกะสลักเขาก็ทำได้ มิหนำซ้ำผลงานทุกชิ้นของเขาล้วนไม่ธรรมดา มันเป็นความสามารถของคนซึ่งบรรลุสูงสุดในศิลปะหนึ่ง ๆ ซึ่งสำหรับเขาก็คือ ดาบ แล้วนำไปใช้ประยุกต์กับศิลปะแขนงอื่นๆ

ใช่หรือไม่ว่า ปัจจุบันพวกเราก็กำลังมีชีวิตอยู่ในยุค “อภิมหาโกลาหล” เฉกเช่นเดียวกับยุคสมัยของมูซาชิ ? ถ้าหากพวกเราเห็นด้วยเช่นนั้น เหตุไฉนพวกเราจึงไม่หันไปศึกษาวิถีชีวิตของคนที่เคยผ่านยุคอภิมหาโกลาหลมาแล้วอย่างองอาจหฤหรรษ์ สง่างามและด้วยความเป็นอิสระเป็นไทแก่ตัวอย่างมูซาชิกันเล่า ? เพราะฉะนั้นผมจึงจับปากกาขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดบทเรียนชีวิตจากมูซาชิ มาให้แก่พวกเรา

แน่นอนว่า ยุคนั้นของมูซาชิกับยุคนี้ของพวกเราย่อมมีความแตกต่างกันบ้างอย่างน้อยในสมัยนี้ พวกเราคงไม่จำเป็นต้องจับดาบขึ้นมาประจันหน้ากับศัตรูของพวกเราอีกต่อไปแล้ว และการต่อสู้ที่ต้องการจะเด็ดชีวิตของคู่ต่อสู้ในฝ่ามือเดียวก็คงไม่มีอีกแล้ว แต่การต่อสู้ในยุคปัจจุบันก็ยังคงใช้ “ปากกา” “คำพูด” และ “ความคิด” ประหัตประหารปรปักษ์แทนดาบอยู่มิใช่หรือ ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเราทุกคนคงหลีกเลี่ยงชะตากรรมของการเป็น “นักรบ” กันได้ยากเต็มที ไม่ว่าพวกเราจะต่อสู้กับอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นพวกเราจึงสามารถเรียนรู้ได้มาเหลือเกินจากมูซาชิโดยเฉพาะจาก “คัมภีร์ห้าห่วง” ของเขาที่เขาเขียนขึ้นมาในช่วงสองปีก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตเขา ซึ่งเราอาจจะถือไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ของเขาคือตัวแทนแห่งการบรรลุการพัฒนาบุคลิกภาพขั้นสุดยอดของเขาก็ไม่ผิดอย่างแน่นอน

เวลาที่คนทั่วไปนึกถึงมูซาชิ ส่วนใหญ่มักจะจิตนาการถึงบุคคลที่ใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งคงถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรลืมก็คือว่า ชีวิตของมูซาชิเป็นชีวิตที่เปลี่ยวเหงายิ่ง เดียวดายยิ่งราวกับเขาได้ใช้ชีวิตแบบที่เจาะถึงแก่นแท้ของความจริงในโลกนี้ว่า ชีวิตทุกชีวิตล้วนมีชีวิตของตนเองเพียงลำพังเท่านั้น สำหรับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา เพื่อน คู่รัก หรือบุตรหลาน อย่างมากก็เป็นได้แค่ “คนร่วมทาง” ที่เดินทางร่วมกันค่อนข้างยาวนานเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็ว แต่ละคนก็ต้องแยกทางกันไปเดินตามวิถีของแต่ละคน

มูซาชิเริ่มเขียน “คัมภีร์ห้าห่วง” ในปี 1643 และเขียนเสร็จปี 1645 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเพียงเจ็ดวันเท่านั้น เขาเริ่มเขียน “คัมภีร์ห้าห่วง” เมื่ออายุหกสิบปีซึ่งในสมัยนี้ต้องถือว่าเขาอยู่ในวัยชรามากแล้ว….ชายชราคนหนึ่งผู้ทุ่มเทชีวิตที่เหลืออยู่อีกเพียงสองปีของเขาให้กับการเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง อันเป็นหนังสือที่เขากลั่นกรองประสบการณ์ชีวิตเกือบหกสิบสองปีของเขาทั้งหมดบรรจุใส่หนังสือเล่มนี้…หนังสือเล่มนั้นย่อมไม่ต่างไปจาก “พินัยกรรม” ที่เขาเขียนทิ้งไว้นั่นเอง ปัญหาอยู่ที่ว่ามูซาชิเขียน “พินัยกรรม” ชิ้นนี้ไว้ให้ใครอ่าน ? เพราะเรารู้อยู่แน่ ๆ ว่า เขาเขียนคัมภีร์เล่มนี้ขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นพินัยกรรมมิใช่เพื่อการค้า เพื่ออำนาจหรือ เงินตราอย่างเด็ดขาด

คำตอบก็คือ เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นพินัยกรรมให้แก่ “ยุคสมัยของเขา” ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ผู้คนยังบูชา “อำนาจ” และ “ความมั่นคงในชีวิต” อยู่ โดยมองไม่เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตในวิถีอื่น ๆ ที่ต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ “คัมภีร์ดาบ” ของมูซาชิจจึงกลายเป็นหนังสือที่วิจารณ์ยุคสมัยของเขาไปด้วยโดยปริยาย โดยเป็นหนังสือที่วิจารณ์ยุคสมัยและสังคมของเขาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เขียนถึงสังคมและยุคสมัยของเขาไว้เลย นอกจากวิชาดาบ!

ในคำนำ (คำขึ้นต้น) ของคัมภีร์ห้าห่วง มูซาชิได้เขียนถึงตัวเองไว้ว่า ตัวเขา “ตั้งแต่อายุสิบสามจนถึงอายุสี่สิบเก้าได้ทำการประลองฝีมือกับผู้คนไม่ต่ำกว่าหกสิบครั้ง และก็ไม่เคยสูญเสียความได้เปรียบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ครั้นพอมีอายุล่วงวัยสามสิบไปแล้ว และกลับมาพิเคราะห์การต่อสู้ของตนเองในอดีตก็ได้ข้อสรุปว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะวิทยายุทธ์ของตัวเองที่สูงกว่าคู่ต่อสู้หรอกที่ทำให้ได้รับชัยชนะ อาจเป็นเพราะตัวเองมีไหวพริบดี รู้จักช่วงชิงโอกาสจึงทำให้ได้ชัยมากกว่า ดังนั้นหลังจากนั้นแล้ว ตัวเองจึงมุ่งที่จะแสวงหาความลึกซึ้งในมรรคาแห่งวิทยายุทธ์ของตนมุ่งมั่นฝึกฝนทั้งเช้าและเย็น จนเมื่อมีอายุห้าสิบปีถึงได้รู้สึกว่าบรรลุมรรคาแห่งดาบได้เป็นผลสำเร็จ”

สรุปสั้น ๆ ก็คือ ชีวิตของมูซาชินั้นแบ่งออกได้เป็นช่วงใหญ่ ๆ สองช่วง ช่วงแรกก่อนถึงอายุสามสิบปี เป็นช่วงที่เขาแสวงหาคู่ต่อสู้เพื่อโค่นล้มเอาชนะ ในขณะที่ช่วงหลังอีกสามสิบปีเป็นช่วงที่เขาอุทิศเวลาและพลังงานส่วนใหญ่ให้กับการฝึกจิตเพื่อเอาชนะศัตรูภายในตัวเอง ทำการยกระดับวิทยายุทธ์ของเขาให้กลายเป็น “มรรค” (เต๋า) สายหนึ่ง ดังที่ปรากฏใน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของเขา

ถ้าหากผมจะพยายามดึงบทเรียนจากมูซาชิจากมุมมองของ ความสามารถที่จะรบชนะ ตามที่เขียนไว้ใน “คัมภีร์ห้าห่วง” ผมก็สามารถสรุปออกมาได้เป็นคำคมและหลักการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
-ไม่ถูกความคิดเก่า ค่านิยมเก่าและประเพณีที่คร่ำครึครอบงำ
-ไม่ขายวิชาเพื่อการพาณิชย์
-แม้ยามสงบก็หมั่นลับเขี้ยวเล็บเอาไว้เสมอ
-จิตใจมิใช่สิ่งที่ฝึกฝนได้ด้วยตำรา แต่จะต้องฝึกฝนโดยผ่านการต่อสู้จริง ๆ โดยผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริง
-”การเมือง” คือวิทยายุทธ์ของการต่อสู้แบบรวมหมู่
-หลักการต่อสู้ที่เอาชนะปัจเจกได้ย่อมสามารถประยุกต์ใช้กับการต่อสู้เพื่อเอาชนะคนหมู่มากได้
-จงใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้
-จะต้องสำเหนียกให้ดีว่า อาวุธที่ตนเองมีอยู่คืออะไร
-ไม่ยึดติดกับการใช้อาวุธประเภทเดียว
-จงมีจิตใจที่หนักแน่น ราบเรียบ ไม่หวั่นไหวโดยง่าย จิตใจเช่นนี้จะได้มาจากการฝึกฝนเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นเองได้เป็นอันขาด
-การลำเอียงเข้าข้างตัวเอง เป็นอุปสรรคของการพัฒนาจิตใจ
-พยายามรักษาความคึกคัก และ กระตือรือร้นในชีวิตประจำวันเอาไว้ตลอดเวลา
-ไม่ติดกับ “กระบวนท่า” หรือ “สามัญสำนึก” ที่ตัวเองมีอยู่
-มีกระบวนท่าก็เหมือนไม่มี ยามมีกระบวนท่าก็คือยามไม่เคลื่อนไหว
-อ่านคู่ต่อสู้ให้ออก มองให้เห็นด้วยธาตุแท้ของเขาให้ได้
-หัดวางตัวเองให้อยู่ในฐานะของคู่ต่อสู้
-”ศัตรู” มักอยู่ในพวกเดียวกันเอง
-ศัตรูเป็นสิ่งไม่ถาวร เพราะศัตรูคือความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกับสถานที่เวลา และผู้คน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้
-ก้าวแรกของชัยชนะอยู่ที่การขจัดเงื่อนไขของการเป็นศัตรู
-สร้างความหวั่นไหวให้กับจิตใจของคู่ต่อสู้
-แสวงหาวิธีที่จะเปล่งพลังและศักยาภาพของตัวเองออกมาได้จนถึงขีดสูงสุด
-เป้าหมายคือสิ่งที่ตัวเองสามารถบรรลุได้
-จงอย่ากลัวการมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว
-การฝึกฝนตนเองนี้ไม่มีที่สิ้นสุดและสุดท้าย
-จงต่อสู้เมื่อคิดว่าจะชนะ

Blog at WordPress.com.